+ x

พระองค์ภาเสด็จเป็นองค์ประธาน “ก้าวใหม่ของเรือนจำ : เวทีความก้าวหน้าของข้อกำหนดกรุงเทพฯ” ณ เรือนจำกลางราชบุรี

7 ส.ค. 56 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเป็นองค์ประธานภายใต้กิจกรรม “Prison on the Move : Bangkok Rules In-progress Platform “ก้าวใหม่ของเรือนจำ : เวทีความก้าวหน้าของข้อกำหนดกรุงเทพฯ และทรงติดตามการดำเนินงานตามโครงการกำลังใจฯ ที่ได้เปิดโครงการไปแล้ว ณ เรือนจำกลางราชบุรี

 

พระองค์ภาเสด็จเป็นองค์ประธาน “ก้าวใหม่ของเรือนจำ : เวทีความก้าวหน้าของข้อกำหนดกรุงเทพฯ”

ณ เรือนจำกลางราชบุรี

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเป็นองค์ประธานภายใต้กิจกรรม “Prison on the Move : Bangkok Rules In-progress Platform “ก้าวใหม่ของเรือนจำ : เวทีความก้าวหน้าของข้อกำหนดกรุงเทพฯ และทรงติดตามการดำเนินงานตามโครงการกำลังใจฯ ที่ได้เปิดโครงการไปแล้ว ณ เรือนจำกลางราชบุรี

 

    

           

              เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 เวลา 13.30 น.  พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา  เสด็จเป็น    องค์ประธานภายใต้กิจกรรม “Prison on the Move : Bangkok Rules In-progress Platform “ก้าวใหม่ของเรือนจำ : เวทีความก้าวหน้าของข้อกำหนดกรุงเทพฯ และทรงติดตามการดำเนินงานตามโครงการกำลังใจฯ ที่ได้เปิดโครงการไปแล้ว  โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายกิตติพงษ์  กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม  นายชาญเชาวน์  ไชยานุกิจ  รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พันตำรวจเอก สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย  อธิบดีกรมราชทัณฑ์  นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมคุมประพฤติ  นายสุรชัย พุ่มแก้ว  ผู้บัญชาการเรือนจำกลางราชบุรี  นางจิรภา สินธุนาวา ผู้อำนวยการสำนักกิจการในพระดำริฯ นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์  ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ปรึกษาสำนักกิจการในพระดำริฯ รองศาสตราจารย์ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีรวัลย์  วรรธโนทัย พร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางราชบุรี เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ เรือนจำกลางราชบุรี ถนนสายน้ำพุ-หนองนางแพรว ตำบลน้ำพุ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี

          เมื่อเสด็จถึงพลับพลาพิธี นายสุรชัย พุ่มแก้วผู้บัญชาการเรือนจำกลางราชบุรี ทูลถวายสูจิบัตร  พันตำรวจเอก สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ทูลถวายเงิน ศาสตราจารย์พิเศษชัยเกษม  นิติสิริ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์ความเป็นมาของการจัดกิจกรรม “ก้าวใหม่ของเรือนจำ : เวทีความก้าวหน้าของข้อกำหนดกรุงเทพฯ” ใจความว่า “ตามที่ฝ่าพระบาททรงริเริ่มโครงการกำลังใจในพระดำริฯ เพื่อช่วยเหลือเด็กติดผู้ต้องขัง และผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์มาตั้งแต่ปี 2549 ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง ดังจะเห็นได้จากการที่องค์การสหประชาชาติประกาศยอมรับการพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงภายใต้โครงการเอลฟี่ ที่ฝ่าพระบาททรงดำเนินการจนกระทั่งประสบผลสำเร็จไปทั่วโลกในนามข้อกำหนดกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Rules เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา ต่อมากรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการนำข้อกำหนดกรุงเทพฯ มาปรับใช้ในทุกเรือนจำและทัณฑสถานหญิง แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการเลือกเรือนจำนำร่อง คือเรือนจำกลางราชบุรีแห่งนี้ โดยทีมนักวิชาการได้ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง เพื่อไปให้ถึงเป้าประสงค์ที่มีคุณค่าสำหรับความเป็นมนุษย์ โดยเชื่อในหลักการของการคิดร่วมกันในการเชื่อมโยงแนวคิดทฤษฎี การนำทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติ การกระทำและการทบทวนไตร่ตรอง ในสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การหาทางออกในการแก้ปัญหาหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างจริงจัง หรืออีกนัยหนึ่งเพื่อทำให้การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำที่อยู่บนพื้นฐานของการมีความรู้อย่างรอบด้าน กิจกรรมที่ได้ดำเนินการตามโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย 7 โครงการย่อย ได้แก่ โครงการการศึกษาสำหรับผู้ต้องขัง โครงการสร้างความฉลาดรู้ทางกฎหมายสำหรับผู้ต้องขัง โครงการบำบัดแบบองค์รวม โครงการเชื่อมโยงผู้หญิงกับโลกภายนอก โครงการสร้างเส้นทางสู่การมีชีวิตที่ดี  โครงการดูแลสุขภาพสำหรับผู้ต้องขังหญิง และ โครงการสร้างกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งผลจากการการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมผ่านโครงการย่อยๆ ดังกล่าวข้างต้นช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับกระบวนทัศน์ในเรือนจำ ทำให้เรือนจำกลางราชบุรีได้ปรับเปลี่ยนไปเป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้มากขึ้น และสามารถที่จะนำไปใช้เป็นต้นแบบให้กับเรือนจำหรือทัณฑสถานหญิงอื่นๆ ได้

 

    

          การที่ฝ่าพระบาททรงมีพระเมตตาเสด็จมาทอดพระเนตรการเปลี่ยนแปลงของเรือนจำกลางราชบุรี จากการที่ได้นำวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมาปรับใช้ เชื่อได้ว่าฝ่าพระบาทจะทรงทอดพระเนตรเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีมิติทั้งเชิงกายภาพ มิติจิตใจและจิตวิญญาณของเจ้าหน้าที่ ผู้ต้องขังหญิง ที่เกล้ากระหม่อมคิดว่า คือความสำเร็จที่ฝ่าพระบาทได้ทรงวางแนวทางไว้ และจะเป็นต้นแบบให้เรือนจำ ทัณฑสถานหญิง รวมทั้งนานาประเทศได้นำไปเป็นแนวทางในการที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ต่อไป และผลที่เห็นได้ชัดเจนจากความสำเร็จข้างต้นคือเมื่อเดือนมิถุนายน 2556  ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ การถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ระหว่างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศกับผู้ปฏิบัติในไทย ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ประเทศไทยมีความสามารถในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิงได้ไม่แพ้นานาประเทศ จึงกลับไปพัฒนาแนวคิดและแนวทางในส่วนของตนเอง และเดินทางกลับมา เพื่อมานำเสนอแนวทางหรือองค์ความรู้ต่อฝ่าพระบาทในการประชุมที่จะจัดให้มีขึ้นในวันนี้ ภายใต้ชื่อ Prison on the Move : Bangkok Rules In-progress Platform ที่ได้มีการเชิญผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการและภาคเอกชน นักวิชาการ ข้าราชการ นักธุรกิจ ประชาชน ผู้ทำงานในเรือนจำ และสมาชิกของเรือนจำทุกคนเข้าร่วม นับเป็นมิติใหม่ที่ทุกฝ่ายได้ร่วมกันในการประชุมวิชาการในพื้นที่ ซึ่งเป็นเป้าหมายของการทำงานจริงคือเรือนจำที่เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เรือนจำ ได้ทราบถึงความเคลื่อนไหวและการทำงานของผู้วางนโยบาย นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติ ซึ่งเกล้ากระหม่อมเห็นว่าเป็นพระอัจฉริยภาพของฝ่าพระบาทเป็นอย่างมาก

           นอกจากนี้ เกล้ากระหม่อมทราบว่า การที่ฝ่าพระบาททรงเสด็จมาที่เรือนจำกลางราชบุรีเพื่อทอดพระเนตรการเปลี่ยนแปลงของเรือนจำกลางราชบุรีในแง่ของการที่ทำให้เรือนจำเป็นแหล่งการเรียนรู้แล้ว ฝ่าพระบาทยังคงทรงติดตามการดำเนินงานตามโครงการกำลังใจในด้านต่างๆเช่น เรื่องแม่และเด็ก กำลังใจเชิงลึก การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับผู้ต้องขัง ซึ่งในส่วนนี้ กระทรวงยุติธรรมโดยสำนักกิจการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้นำเสนอในรูปแบบของเอกสารและบอร์ดนิทรรศการที่จะได้ทรงรับทราบถึงผลการดำเนินงานตามโครงการกำลังใจในมิติต่างๆ”

          หลังจากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้กราบทูลเชิญประทานเข็มที่ระลึก ทอดพระเนตรนิทรรศการผลงานโครงการกำลังใจ เป็นประธานการประชุมวิชาการ ประทานถุงของขวัญให้แม่และเด็ก ทอดพระเนตรการสาธิตตรวจสุขภาพโดยแพทย์ทางเลือกและฉายพระรูปร่วมกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่

          ต่อมานายชาญเชาวน์  ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม  เบิกผู้รับประทานเข็มและของที่ระลึกประทานเข็มและของที่ระลึกจำนวน 100 ราย หลังจากนั้น พระเจ้าหลานเธอฯ เสด็จออกจากพลับพลาพิธีไปยังอาคารแสดงนิทรรศการ นายสุรชัย พุ่มแก้วผู้บัญชาการเรือนจำกลางราชบุรีกราบทูลรายงานการดำเนินกิจกรรมผลงานเรือนจำกลางราชบุรีต้นแบบการนำข้อกำหนดกรุงเทพฯ มาปรับใช้

          ภายในจุดแสดงนิทรรศการ โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อนำข้อกำหนดกรุงเทพฯ ไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งบอร์ดนิทรรศการนำเสนอการพับกระดาษออริกามิ การถักโครเชต์ ด้านการพัฒนาระบบสาธารณสุขมูลฐานในเรือนจำ อันประกอบด้วย 1) การเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงการรักษา เช่น แพทย์ทางไกล และแพทย์ทางเลือก  2)การบริการทางทันตกรรมเคลื่อนที่  3) การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวม เช่น การฝึกโยคะ  และ 4)การสร้างแหล่งอาหารในเรือนจำ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับการสร้างศูนย์การฝึกโยคะ (Yoga Hub) ที่เรือนจำกลางราชบุรี และขยายการฝึกไปยังเรือนจำและศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของกรมคุมประพฤติ  และนิทรรศการโครงการบูรณาการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับระบบยุติธรรมทางอาญา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยเน้นว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ และเป็นการปรับทิศทางหลักคิดและแนวปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรทางสังคม ระบบความสัมพันธ์ และวิถีการดำรงชีวิต ซึ่งจะมีผลทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขภายใต้สังคมที่มีความเมตตา เอื้ออาทร ให้โอกาส และให้อภัยกัน ซึ่งจะต่างจากระบบของการใช้เหตุผลในทางเศรษฐกิจ (economic rationality) ในระบบสังคมสมัยใหม่ และการแข่งขันกันในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

นอกจากนี้ Associate Professor Lorraine Moller และ Associate Professor Baz Dreisinger จาก John Jay College of Criminal Justice ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ร่วมในการประชุมเชิงปฏิบัติการ We Shall Find Our Way Home  หรือ “เราจะต้องพบทางกลับบ้าน” ในวันที่ 10-14 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา ทูลถวายของที่ระลึกแก่พระเจ้าหลานเธอฯ

          จากนั้น พระเจ้าหลานเธอฯ เสด็จยังอาคารราชอารีย์ สถานที่ประชุมทางวิชาการ ทรงเป็นองค์ประธาน ภายใต้ชื่อ  “Prison on the Move : Bangkok Rules In-progress Platform ก้าวใหม่ของเรือนจำ : เวทีความก้าวหน้าของข้อกำหนดกรุงเทพฯ” โดยมีนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์  ปลัดกระทรวงยุติธรรม กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์ความเป็นมาของการจัดกิจกรรม Prison on the Move : Bangkok Rules In - progress   Platform”  ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนดังนี้

          “การประชุมในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ในการทำงานในเรือนจำระหว่างนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานของประเทศไทยและต่างประเทศที่เน้นในเรื่องการนำศาสตร์ต่างๆได้แก่ ละครบำบัด โยคะบำบัด และ Prison to College Pipeline มาปรับใช้กับผู้ต้องขังหญิง ซึ่งการดำเนินการแสวงหารูปแบบแนวทางในการเสริมสร้างกำลังใจให้ผู้ต้องขังหญิงได้ดำเนินการ เมื่อเดือนมิถุนายน 2556 ตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้กราบทูลฝ่าพระบาทไปแล้ว และจากผลของการประชุมในครั้งดังกล่าวทำให้ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศและคณะนักวิจัยของประเทศไทยได้รูปแบบและแนวทางที่จะเป็น Model ใหม่ในการเสริมพลังและกำลังใจให้ผู้ต้องขังหญิง ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการจัดประชุมและกราบทูลเชิญฝ่าพระบาทมาเป็นองค์ประธานในวันนี้  รวมทั้งในการประชุมในวันนี้เป็นการเปิดมิติใหม่ที่ได้มาจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้สมาชิกในเรือนจำซึ่งก็คือ ผู้ต้องขังหญิง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น

          ในการประชุมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก Associate Professor Lorraine Moller และ Associate Professor Baz Dreisinger จาก John Jay College of Criminal Justice ประเทศสหรัฐอเมริกา Mr.Sanyasi Yogeshwa ผู้อำนวยการสถาบัน Indian Institue of Yogic Science & Research มหาวิทยาลัย Utkal University of Culture ประเทศสาธารณรัฐอินเดีย รวมทั้งคณะละครมรดกใหม่ของอาจารย์ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง มานำเสนอองค์ความรู้ที่ได้จากการจัดทำกิจกรรมร่วมกับผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำแห่งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน 2556 รวมทั้งได้มีการเชิญ  ผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการและภาคเอกชน นักวิชาการ ข้าราชการ นักธุรกิจ ประชาชน ผู้ทำงานในเรือนจำ และสมาชิกของเรือนจำทุกคนเข้าร่วม รวมทั้งสิ้น 120 ท่าน เข้าร่วมประชุม”...

            ต่อมาปลัดกระทรวงยุติธรรม กราบทูลเชิญทอดพระเนตรภาพยนตร์สั้นเกี่ยวกับข้อกำหนดกรุงเทพฯ ไปสู่การปฏิบัติในประเทศไทย และฟังการนำเสนอผลงานของผู้เชี่ยวชาญในและต่างประเทศ กราบทูลเชิญทรงแสดงความเห็นในการประชุม และประทานใบประกาศนียบัตรการเรียนโยคะให้กับผู้ต้องขัง  ภายหลังมีการฉายภาพยนตร์สั้นเรื่อง Another day of getting by  อีกวันที่จะผ่านไป" ซึ่งเขียนบทและกำกับการแสดงโดยนายชนประคัลภ์  จันทร์เรือง จากนั้นเป็นการนำเสนอโดยผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศ ตามลำดับดังนี้

          1. ผลงานการแสดงละครโดยผู้ต้องขังหญิง เรื่อง Victim of Justice” กำกับการแสดงโดย อาจารย์ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง และนำเสนอผลสรุปของละครกับผู้ต้องขังหญิง มีใจความโดยสรุปว่า “นักแสดงมีหน้าที่เล่าเรื่องราวต่างๆให้กับคนดู นี่คือ ตรรกะของละคร ละครมาจากไหน ก็คือเรื่องของลักแสดงเอง  การละครเป็นวิชาที่ว่าด้วยการส฿กษากระบวนการจำทั้ง 3 อย่างคือ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม  ซึ่งมโนกรรมเป็นสิ่งที่ยากที่สุด เพราะอยู่ในใจ ไม่มีทางระบายออก ดังนั้น การละครบำบัดคือความรู้ที่ยิ่งใหญ่ เมื่อทราบว่านี่คือปัญหาของเรา มันเหมือนได้เกิดใหม่  การละครบำบัดจึงเป็นการศึกษาการกระทำทั้ง 3 ด้าน แล้วเล่าต่ออย่างมีชั้นเชิง ว่าด้วยการเล่าเรื่องที่เป็นปมของเค้าออกมาอย่างมีทักษะ”

       

        2. Prof. Dr. Lorraine  Moller,  John Jay College of Criminal Justice, U.S.A. นำเสนอผลงานโดยนักวิชาการ “Rehearsing Change : Breaking the  Shackles of Incarcerated Women through Theater โดยได้สรุปกิจกรรมที่เธอมาร่วมในการประชุมเชิงปฏิบัติการ We Shall Find Our Way Home  หรือ “เราจะต้องพบทางกลับบ้าน” เมื่อเดือนมิถุนายน 2556 จากการเล่มเกม และการใช้ Socio drama ในสถานการณ์ที่ให้ผู้หญิงเลือกระหว่างผู้ชายที่ทำงานหนัก ผู้ชายค้ายาบ้าสามารถให้ชีวิตที่สุขสบายแก่พวกเธอ ผู้ต้องขังที่เรือนจeกลางราชบุรีได้ร่วมใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในการแสดงคิดบทและจุดจบของพวกเธอเอง ผลพบว่า ผู้ต้องขังหญิง 5 กลุ่ม เลือกคู่ครองเป็นชายที่ค้ายาบ้า 2 กลุ่ม  เลือกคู่ครองเป็นผู้ชายที่ทำงานหนัก 2 กลุ่ม และอีก 1 กลุ่ม ไม่เลือกชายทั้งสองแบบ Socio drama มีส่วนช่วยให้ทางเลือกในสถานการณ์ต่างๆ ชัดเจนขึ้น

3. การแสดงโยคะโดยผู้ต้องขังหญิง ในชื่อชุดการแสดง “Yoga for Lives”  กำกับการแสดงโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธีรวัลย์ วรรธโนทัย และMr. Sujita Kumar Sahoo  โดยมีนักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี ร่วมตีกลองให้จังหวะ

   

          4. การนำเสนอผลงานโดยนักวิชาการYoga in Prisons” โดย Sanyasi Yogeshwar, Director of Indian Institute of Yogic Science & Research  (IIYS&R), Utkal University of culture, India ซึ่งได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโยคะ เนื้อหาโดยย่อดังนี้ “โยคะ ไม่ได้มีความหมายเพื่อบำบัดรักษาคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับผู้ต้องขังเอง โยคะช่วยสนองตอบความต้องการของผู้ต้องขังได้ ซึ่งต้องการการมีสุขภาพดี ไม่เครียด หลับได้ดี ทำให้มีความรักความห่วงใยกัน สำหรับผู้ต้องขังนั้นควรมีการนั่งสมาธิเพิ่มเติม และพยายามปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น โดยการปรับตัวที่ดีที่สุด ควรบ่มเพาะทัศนคติ พัฒนาบุคลิกภาพให้ดี  ซึ่งการพัฒนาบุคลิกภาพนั้นต้องคำนึงถึง SWAN ประกอบด้วย S : จุดแข็ง  W : จุดอ่อน A : ความพยายาม N : ความต้องการที่จำเป็น จะทำให้เกิดบุคลิกภาพที่สมดุล”

      

          และในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีรวัลย์  วรรธโนทัย ได้กราบทูลเชิญพระเจ้าหลานเธอฯ ประทานใบประกาศนียบัตรให้กับผู้ต้องขังหญิงเรือนจำกลางราชบุรี จำนวน 27 ราย ที่ผ่านมาตรฐาน สถาบัน IIYSAR จาก มหาวิทยาลัย UTKAL of Culture ประเทศสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่ง Mr.Sanyasi  Yogeshwa เป็นผู้อำนวยการสถาบัน และได้มีการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกัน ภายหลังที่สถาบันฯ ได้มาตรวจสอบมาตรฐานการเรียนโยคะจนกระทั่งมีมติว่าการเรียนการสอนผ่านมาตรฐานแล้วจึงได้ออกใบประกาศนียบัตรนี้ สำหรับผู้ต้องขังหญิงแล้วมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเสมือนใบเบิกทางในการนำไปประกอบอาชีพในการเป็นครูสอนโยคะ เมื่อพ้นโทษออกจากเรือนจำ

          5. Prof. Dr. Baz  Dreisinger, John Jay College of Criminal Justice, U.S.A นำเสนอผลงานโดยนักวิชาการ Prison to College Pipeline : A New Approach to Re-integrate Incarcerated Women to the Society”  ซึ่งมีเนื้อหาโดยย่อดังนี้ “จากสถิติการสำรวจความคิดเหก็นของผู้ต้องขังในสหรัฐอเมริกา 94% ตอบว่าสิ่งที่ต้องการที่สุดระหว่างถูกคุมขังคือ การศึกษา จึงเป็นที่มาของโปรแกรม Prison to College Pipeline ของ Dr. Baz  ซึ่งโปรแกรมนี้จะเน้นการศึกษาร่วมระหว่างนักศึกษากับผู้ต้องขัง ออกแบบโดยส่งนักศึกษาเข้ามาเรียนในเรือนจำ มีการแลกเปลี่ยนความรู้กันเอง ประมาณเดือนละ  1 ครั้ง หรือส่งผู้ต้องขังออกไปเรียนภายนอกเรือนจำ โดยผู้ต้องขังที่จะได้เข้าร่วมต้องเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการเรียน ทั้งนี้จะเป็นการลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำและยังช่วยส่งเสริมการได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมในฐานะมนุษย์อีกด้วย”

  

          6. รองศาสตราจารย์ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์  สรุปผลการนำความรู้ของแต่ละศาสตร์วิชามาใช้ในการนำข้อกำหนดกรุงเทพฯ มาสู่การปฏิบัติในเรือนจำ โดยกล่าวว่า “Bangkok Rules ไม่ใช่แค่กฎ แต่เป็นฐานคิด ช่วยให้ครอบครัว สังคม เกิดความสงบสุข มีอุดมการณ์ เป้าหมายที่ชัดเจนครอบคลุมมิติหลายด้าน ซึ่งสรุปได้ว่าผู้ที่น้อมนำ Bangkok Rules มาปฏิบัติใช้ ควรคำนึงถึง 1) ความรู้ที่มาจากศาสตร์ต่างๆ มิได้เป็นสูตรสำเร็จ 2) ผลงานที่นำเสนอวันนี้ ล้วนผ่านการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 3) ควรตระหนักว่าเรือนจำไม่ใช่สถานที่สำหรับชดใช้กรรม แต่ควรเป็นสถานที่ที่ให้พลังคิด พลังใจ ว่าผู้ต้องขังคือพลเมืองเช่นกัน มีสิทธิพึงได้รับ เพียงแต่ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพเท่านั้น  4) ผลงานของนักวิชาการแสดงให้เห็นว่า เรามองหานวัตกรรมใหม่ๆ และต้องเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ อีกมาก  5) การใช้ชีวิตในเรือนจำเป็นเรื่องยาก แต่การออกไปสู่โลกภายนอกเป็นเรื่องที่ยากกว่า กุญแจดอกที่สองที่จะไขประตูให้กับผู้พ้นโทษคือ การให้โอกาสจากคนในสังคม ซึ่งเป็นเงื่อนไขความสำเร็จของข้อกำหนดกรุงเทพฯ ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงมุ่งทำงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือการปฏิรูปเรือนจำ ทั้งในส่วนของผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ วิทยากร และผู้ต้องขัง โดยคำนึงว่าเรือนจำไม่ใช่พื้นที่ในการลงโทษ แต่เป็นพื้นที่ของการดูแลเอาใจใส่และให้กำลังใจ  ชีวิตในเรือนจำไม่ใช่การเว้นวรรค  ทุกคนใช้ชีวิตและเวลาอย่างมีคุณค่าในเรือนจำ สามารถทำให้ชีวิตในเรือนจำเป็นชีวิตที่มีคุณภาพและสุขภาพดีได้ การกลับคืนสู่สังคมภายนอกอย่างมั่นใจ เป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินเอื้อมเรือนจำไม่จำเป็นต้องถูกตัดขาดจากสังคม

  

           ภายหลังจากการนำเสนอแนวทางและรูปแบบการเสริมกำลังใจให้ผู้ต้องขังหญิงแล้ว ได้มีการอภิปรายและสอบถามจากผู้เข้าประชุม อาทิ รศ.ดร.เดชา  สังขวรรณ นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ นายวงศ์เทพ อรรถไกรวัลวที เป็นต้น และภายหลังจากนั้น พระเจ้าหลานเธอฯ มีพระดำรัสปิดประชุมวิชาการ เนื้อความดังนี้

          “ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความยินดี และแสดงความขอบคุณกับทุกๆท่านที่ได้เข้ามาร่วมประชุมในวันนี้ นับเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่เราได้มาพบกันอีกครั้ง จัดเป็นการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ในทุกภาคส่วนของโครงการกำลังใจ และผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับด้าน Bangkok Rules  ที่ร่วมกิจกรรมด้วยกันมาตลอดระยะเวลาหลายปี ได้มาประชุมกันในวันนี้ เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นวิวัฒนาการของการอนุวัติ Bangkok rules มาใช้ในเรือนจำ ซึ่งชื่อการประชุมวันนี้ Bangkok Rules In - progress  นับว่าเป็นมิติที่มีความน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง   

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในทั่วโลก และในประเทศไทยแล้วว่า เรือนจำไม่ควรจะเป็นมุมมืดมุมหนึ่งของสังคม  ซึ่งพยานหลักฐานในที่นี้ได้เห็นชัดว่า ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่ามี Bangkok Rules ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบเรือนจำ โดยเฉพาะในส่วนของเกี่ยวกับผู้ต้องขังหญิงเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาดังกล่าว ก็สามารถที่จะมองได้เป็น 2 แง่มุม การพัฒนาในลักษณะทางกายภาพ เช่น เรื่องของชีวิตมนุษย์ทุกคน ต้องการความมั่นคงและปลอดภัย อย่างเช่น การให้มาตรฐานทางด้านการกิน การอยู่ การเจ็บไข้ได้ป่วย อย่างนี้คือการพัฒนาทางกายภาพ และในวันนี้ที่เราได้เห็นการพัฒนาคือ การพัฒนาทางด้านจิตใจ หรือ Self Awareness  โดยการนำวิธีการทางการละครและการโยคะเข้ามาเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้มีโอกาสเรียนรู้ ตระหนัก และค้นพบตนเอง และใช้ความเข้มแข็งทางจิตใจเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ซึ่งทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ เป็นเรื่องสำคัญ มิได้เป็นเพียงเรื่องสำคัญเกี่ยวแต่เฉพาะผู้ต้องขัง แต่ยังมีความสำคัญต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกๆ ท่าน  เพราะผู้ต้องขังเองก็ต้องการความมั่นคง ความสบายใจ ความรู้สึกปลอดภัย และการมองเห็นอนาคตต่อไปในชีวิต ว่าเมื่อพ้นจากสถานที่แห่งนี้แล้วจะไปอยู่อย่างไร ผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนก็ต้องการความภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ และความสบายใจในการปฏิบัติหน้าที่ว่า การงานทุกอย่างจะดำเนินไปได้ด้วยดี และสิ่งที่ผู้คุมทุกท่าน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทุกท่าน ทุ่มเทเหน็ดเหนื่อย ประสบกับความเครียด ปัญหาอุปสรรคมากมายเพื่อนำไปสู่สังคมที่ดีขึ้น ประเทศชาติที่มีอาชญากรรมลดลง มีประชากรที่มีคุณภาพ ซึ่งทุกท่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความร่วมมือร่วมใจครั้งนี้มีประสิทธิภาพที่ดีเป็นอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ก็อยากจะขออวยพรให้ทุกๆ ท่านมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต ดังที่คาดหมายไว้ แล้วก็ขอให้กำลังใจผู้ต้องขังทุกคนว่า การเข้ามาอยู่อยู่ในที่แห่งนี้อาจจะมีความอึดอัด มีความคับแค้นใจ มีความไม่สบายใจ มีความห่วงกังวลอะไรมากมาย ด้วยเหตุผลของแต่ละท่านที่ก้าวเข้ามาในที่นี้ มีความแตกต่างกัน ทุกๆ ท่านทุกๆ คน แต่นับจากวันนี้ การอยู่ที่นี่เราถือว่าเป็นการเรียนรู้ในเรื่องของความรู้ มีการดูแลตนเองและดูแลจิตใจของตนเอง ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เราก็จะก้าวไปข้างหน้าได้ และขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขให้มากๆ ณ วันนี้และอนาคต ขอบคุณค่ะ”

          จากนั้น เสด็จยังห้องสมุด มุมปลุกกฎหมายใส่ปัญญา โดยมีผู้ทูลถวายหนังสือและเอกสารดังนี้ นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์ และนายกำจัด  พ่วงสวัสดิ์ ทูลถวายหนังสือคู่มือ“ยาเสพติด ภัยใกล้ตัว ผู้ต้องขังหญิง” นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ทูลถวายเอกสารสรุปผลการสัมมนา “คำให้การของผู้ต้องขังหญิงซึ่งถูกพิพากษาจำคุกในคดียาเสพติด ผู้แทนจากสำนักกิจการในพระดำริฯ ทูลถวายรายงานการวิจัยเรื่อง “การศึกษากฎหมายยาเสพติดในต่างประเทศ ศึกษาเฉพาะกรณีประเทศญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมัน โปรตุเกส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ที่จัดทำโดยรองศาสตราจารย์ศักดิ์ชัย เลิศพานิชพันธุ์  นายสุพจน์ แสงประชากุล อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี ทูลถวายหนังสือหนังสือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กลุ่มผู้พิพากษา  อาจารย์อรสม สุทธิสาคร ทูลถวายหนังสือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กลุ่มผู้ต้องขังและผู้คุม  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.พรรณรายรัตน์ ศรีไชยรัตน์ คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทูลถวายเอกสารการสร้างความฉลาดรู้ทางกฎหมาย  รองศาสตราจารย์อภิญญา เวชยชัยทูลถวายรายงานการวิจัยเรื่อง การติดตามการดำเนินการตามโครงการกำลังใจใน  12 พื้นที่ : ร่วมสืบสานพระปณิธาน รองศาสตราจารย์ อังคณา  สริยาภรณ์ ทูลถวายคู่มือการตรวจเยี่ยม และประเมินผล  การใช้หลักสูตรการฝึกอบรม และการส่งเสริมพัฒนาการเด็กติดผู้ต้องขัง  นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ทูลถวายหนังสือการติดตามผู้ต้องขังที่ผ่านการอบรมตามโครงการเศรษฐกิจพอเพียงรุ่น 2   พันตำรวจเอก สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ทูลถวายหนังสือของดีที่คุก ผลิตผลคนดี   และแม่ครูศิริวรรณ โสภารัตน์ ทูลถวายแผ่นซีดี ธรรมะลีลา โยคะสร้างใจ   

          ภายหลังจากที่พระเจ้าหลานเธอทอดพระเนตรผลงานตามโครงการกำลังใจฯ ที่ถ่ายทอดเป็นหนังสือแล้ว ได้เสด็จไปยังห้องบริบาลทารกเพื่อทรงติดตามการดำเนินงานที่เน้นในเรื่องการดูแลสุขภาพของผู้ตั้งขังหญิงที่ตั้งครรภ์ การดูแลเด็กทารก ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดกรุงเทพฯ รวมทั้งได้ประทานถุงของขวัญแก่แม่และเด็ก จำนวน 10 ชุด         ต่อจากนั้นเสด็จยังห้องแพทย์ทางเลือก โดยนางวันเพ็ญ บัวทอง แพทย์ทางเลือก คลินิกบ้านท่าพุ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ตรวจอาการด้วยการจับชีพจรและรักษาโดยยาสมุนไพร ซึ่งได้มาให้บริการตรวจรักษากับผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำกลางราชบุรีไปแล้ว ได้ทูลเกล้าถวายคู่มือการรักษาโดยแพทย์ทางเลือก และพระเจ้าหลานเธอฯ ได้ทรงประทานพระอนุญาตให้ตรวจพระพลานามัยโดยวิธีจับชีพจร สุดท้ายเสด็จยังพลับพลาพิธีเพื่อฉายพระรูปร่วมกับข้าราชการและแขกผู้มีเกียรติ แล้วเสด็จกลับ

 

*******************************************************



สำนักกิจการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา กระทรวงยุติธรรม
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ชั้น 8 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0 2141 5140-1 โทรสาร 0 2143 8245