ผู้ต้องขังหญิง

09.09.2563
โครงการกำลังใจฯ ร่วมกับเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี จัดกิจกรรมอบรมผู้ต้องขัง เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับการพัฒนาจิตใจ เพื่อเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม
      เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 โครงการกำลังใจฯ ร่วมกับเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี จัดกิจกรรมอบรมผู้ต้องขัง เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับการพัฒนาจิตใจ เพื่อเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม โดยมีพระเทพศากยวงศ์บัณฑิต วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระวิทยากร พร้อมด้วยนางจิรภา สินธุนาวา ผู้ช่วยปลัดกระทรวงยุติธรรม นายเกียรติกร ปัทมทัตต์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี และมีผู้ต้องขังเข้าร่วมอบรม 80 คน
 
     พระอาจารย์อนิลมาน ได้เล่าประวัติชีวิตของตนเองตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ว่าช่วงเด็กนั้นมีความยากลำบากที่ประเทศเนปาล พ่อแม่ยากจนและได้ส่งมาบวชเป็นเณรที่วัดบวรฯ และเมื่อมาอยู่วัดบวรฯแล้วจะได้รับความสุขสบาย แต่ปรากฏว่าต้องช่วยเหลือตนเองและดูแลตนเองในกิจของพระสงฆ์  ซึ่งตอนมาเมืองไทยก็ไม่รู้ภาษาไทย อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ต้องเริ่มเรียนภาษาไทยใหม่ และโชคดีที่เป็นคนใฝ่รู้และไม่ยอมแพ้ เมื่อผู้ใหญ่สั่งสอนหรือให้ทำสิ่งใด ก็จะทำตามผู้ใหญ่เสมอ จนมีโอกาสได้ถวายงานสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ผ่านมา และมีโอกาสได้ไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยทุนของ ร.9 จนจบปริญญาเอก ซึ่งในขณะเรียนที่ต่างประเทศต้องใช้ความอดทนและพยายามอย่างมาก(เคยคิดหนี และคิดฆ่าตัวตายด้วยเรื่องเรียน) แต่สุดท้ายก็เรียนผ่านพ้นมาได้จนจบ จึงอยากให้ทุกคนมีความพยายามและคิดในสิ่งที่ดี เรื่องที่ผ่านมาแล้วแก้ไขไม่ได้ แต่ทำปัจจุบันให้ดี รวมทั้งมองว่าเรือนจำที่พวกเราทุกคนอยู่คือ มหาวิทยาลัยวิชาชีพ ควรจะขวนขวายความรู้ให้มากที่สุด การที่เราทุกคนมาอยู่ในเรือนจำ เพราะความอยากได้ อยากมี (กิเลส) ซึ่งชีวิตพระอาจารย์ไม่เคยคาดหวังอะไรมาก แต่คิดว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด นอกจากนี้ ได้สอนธรรมะง่ายๆในการสอนครั้งแรกที่เรือนจำแห่งนี้ โดยขอให้นั่งสมาธิ หายใจออกว่า”ฉันไม่อยากเข้าคิด” หายใจเข้าว่า “ฉันเกลียดคุก” ให้ทำอย่างนี้ทุกวันจนเข้าไปอยู่ในจิตสำนึกของตนเอง ให้นึกถึงว่าถ้าเรานั่งรถผ่านเรือนจำก็ไม่อยากเห็นเหมือนเรากลัว เรารังเกียจเรือนจำ (เหมือนผู้หญิงที่เกลียดงู แล้วเห็นงูก็กลัว หลับตาไม่อยากรับรู้) นอกจากนี้ พระอาจารย์อนิลมานได้เชิญเจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) ซึ่งเป็นวัดที่สมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนบวชเรียนเป็นสามเณร (ท่านเป็นคนจ.กาญจนบุรี) โดยเจ้าอาวาสบอกว่า ประตูวัดเปิดต้อนรับเสมอ หากพ้นโทษแล้วก็ไปที่วัดได้ คิดว่าวัดเป็นที่พึ่งของทุกคนได้ และพระอาจารย์อนิลมานบอกว่า เรือนจำ กับวัดนี้ก็อยู่ใกล้กัน โดยวัดเหนือก็ยินดีที่จะสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้ต้องขังในอนาคตต่อไป ท้ายสุดพระอาจารย์ได้ฝากถึงผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษว่าต้องรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.10 ที่พระองค์ทรงพระราชทานอภัยโทษให้ (ซึ่งมีคนที่จะพ้นโทษในครั้งนี้ 300 คน) จึงขอให้ระลึกถึงพระเมตตาของท่านที่ทำให้มีโอกาสได้กลับไปอยู่กับครอบครัวเร็วขึ้น ก็ฝากทุกคนว่า อย่าทำให้พระองค์ผิดหวัง ก่อนจบ พระอาจารย์มอบหมาย การ”คุก” แทนการบ้าน เพราะทำที่ในเรือนจำ 2 ข้อ และจะมาอธิบายคำตอบประมาณกลางเดือนก.ย. รวมทั้งได้ให้ผู้ต้องขังดูและอ่านการ์ตูนจิตตนคร พระนิพนธ์ของพระสังฆราชองค์ก่อน และจะมาสอบถามความคิดเห็นในครั้งหน้า
 
Feedback จากผู้ต้องขัง
 
1. ผู้ต้องขังส่วนใหญ่บอกว่าได้เรียนรู้เรื่องการพัฒนาจิตใจ
 
2. เรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงตนเองและยอมรับความผิดของตนเอง
 
3. ได้วางแผนชีวิตหลังพ้นโทษ
 
4. ได้ฟังคำสอนจากพระว่า อะไรคือจิต จิตก็คือรู้ รู้ที่จะไม่ทำ
 
5. ได้ค้นพบตนเองว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้
 
6. ได้แนวคิดใหม่ๆจากหลักธรรมคำสอน
 
แนวทางที่คิดว่าจะไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ
 
1. หาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เช่น ครอบครัว คนรัก
 
2. หางานสุจริตทำ 
 
3. ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น
 
4. ต้องเชื่อมั่นในตนเองว่าสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นได้
 
5. พบเพื่อนที่ดี คบคนที่ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด
 
6. ทำตามที่พระอาจารย์บอกว่า ให้เกลียดคุก เกลียดเรือนจำ จะได้ไม่เข้ามาอีก
 
7. ต้องมีความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับสังคม แม้จะถูกมองว่าเคยต้องโทษ
 
8. รักตนเองให้มากขึ้น
 
9. จดจำภาพความลำบากขณะที่อยู่ในเรือนจำ

 
*****************************************************

รูปภาพประกอบ


โครงการกำลังใจ
ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
Copyright © 2016 โครงการกำลังใจ.All right reserved
กองพัฒนานวัตกรรมการยุติธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ชั้น 9 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง
เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ : 0 2141 5140-1
โทรสาร : 0 2143 8245