เมื่อวันที่ 16 -18 ธันวาคม 2563 โครงการกำลังใจฯ โดยกองพัฒนานวัตกรรมการยุติธรรม ได้จัดโครงการพัฒนากาย พัฒนาจิต ด้วยโยคะในเรือนนอน ครั้งที่ 2 ณ เรือนจำจังหวัดน่าน โดยมี น.ส ศิริวรรณ โสภารัตน์ เป็นวิทยากร มีผู้ต้องขังหญิงที่เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 40 คน
วันที่ 16 ธันวาคม 2563 ช่วงเช้า วิทยากรให้ผู้ต้องขังที่เข้ารับการฝึกอบรมทบทวนท่าโยคะ ที่ได้ฝึกไว้ เมื่อตอนอบรมครั้งที่ 1 และสอบถามผู้ต้องขังว่า ได้นำโยคะที่เรียนไปฝึกปฏิบัติในเรือนนอนหรือไม่ ซึ่งผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้นำไปฝึกปฏิบัติอยู่เป็นประจำ และรู้สึกว่าอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ดีขึ้น เช่น มีผู้ต้องขังคนหนึ่งเป็นโรคหอบหืด ต้องกินยาอยู่เป็นประจำ หลังจากที่ได้นำท่าโยคะไปฝึกปฏิบัติแล้วรู้สึกว่า ตัวเองมีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ต้องกินยาเหมือนแต่ก่อน ส่วนผู้ต้องขังอีกคน มีภาวะเป็นจิตเวช เมื่อครั้งแรกที่มาเรียน ยังคงมีอาการเหม่อลอย เชื่องช้า แต่พอมาในครั้งที่ 2 พบว่า หน้าตาสดใส ยิ้มแย้มแจ่มใส และมีสมาธิมากขึ้น จึงได้สอบถามผู้ต้องขังดังกล่าว และพบว่าผู้ต้องขังใช้หลักการฝึกโยคะที่วิทยากรแนะนำไปฝึกปฏิบัติ จากนั้น วิทยากรกล่าวว่า การฝึกโยคะเพื่อพัฒนากายและใจนี้ เป็นการฝึกเพื่อการบำบัดรักษา ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผู้ต้องขังสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ แม้จะอยู่ในพื้นที่ ที่จำกัด ก็สามารถฝึกปฏิบัติได้ จากนั้น ให้ผู้ต้องขัง ฝึกทำท่าโยคะที่ช่วยเรื่องระบบการหมุนเวียนของเลือดในร่างกาย เช่น ท่ายกขาสูงขึ้นฟ้า (เป็น 1 ในท่าอาสนะ ที่ใช้ในการบำบัดร่างกาย) ช่วงบ่าย ให้ฝึกการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยใช้ท่าอาสนะ จำนวน 17 ท่า ประกอบด้วยทั้งท่าแบบนั่ง และแบบนอน จากนั้น ให้ผู้ต้องขังสูงอายุออกมาแสดงท่าโยคะอาสนะในท่าต่างๆ ให้ผู้ต้องขังคนอื่นเห็นว่า แม้กระทั่ง ผู้สูงอายุ ก็สามารถทำท่าโยคะได้ โดยก่อนจะจบการสอน วิทยากรให้ผู้ต้องขังเขียนความรู้สึก ที่ได้เรียนโยคะบำบัดว่าตัวเองได้มีพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจอย่างไรบ้าง ซึ่งผู้ต้องขังได้เขียนออกมาเป็นความรู้สึกต่าง ๆ เช่น รู้สึกว่าตนเองแข็งแรงขึ้น ร่างกายที่เคยเจ็บป่วยก็ลดน้อยลง จากที่เคยท้องผูกก็หาย ไม่ปวดเมื่อยร่างกายเหมือนแต่ก่อน และถ้าวันไหนไม่ได้ฝึกท่าโยคะ ก็จะรู้สึกหงุดหงิด ไม่สบายตัว ช่วงเช้า วิทยากรให้ผู้ต้องขัง ยืดเส้นด้วยท่าโยคะ ท่านั่งและท่านอน จำนวน 10 ท่า และให้ทำสมาธิในท่านอนเพื่อให้กระดูกสันหลังได้พัก ให้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายระนาบกับพื้น กำหนดลมหายใจเข้า-ออก ช่วยระบบการย่อยอาหาร ให้อ๊อกซิเจนเข้าไปช่วยเผาผลาญในกระเพาะอาหาร วิทยากรให้ผู้ต้องขังนั่งขัดสมาธิ และฝึกจิตผ่านการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก ลำดับต่อไป วิทยากรอธิบายการพัฒนาจิตผ่านอุปกรณ์ลูกบอลแบบนิ่มและแบบแข็ง เปรียบเทียบภาวะทางอารมณ์ของมนุษย์ว่า ถ้าเรามอบสิ่งที่นิ่มและอ่อนโยนให้แก่คนอื่น เราก็จะได้รับสิ่งที่ดีกลับคืนมา แต่ถ้าเราโยนสิ่งของที่เป็นของแข็งและรุนแรง ไปให้คนอื่น เราก็จะได้นับสิ่งที่ไม่ดีกลับคืนมาให้ตัวเราเอง ซึ่งเปรียบกับมนุษย์เรา ถ้าเราทำดีกับผู้อื่น เค้าก็จะดีตอบเรากลับ แต่ถ้าเราทำไม่ดีใส่คนอื่น เค้าก็จะทำไม่ดีใส่เรากลับทุกอยากคือการสะท้อนกลับ วิทยากรให้ผู้ต้องขังฝึกท่าโยคะการบริหารใบหน้า โดยให้ออกเสียง อา / อี /อู / เอ / โอ โดยให้กำหนดลมหายใจเข้าออกในขณะที่ออกเสียงด้วย ช่วงบ่าย ให้ผู้ต้องขัง ฝึกปฏิบัติท่าโยคะอาสนะ ในท่าต่างๆ เช่น ท่าดัดหลัง / ท่านวดหลัง / ท่าหงายหลัง จากนั้น ให้กำหนดจิต นั่งสมาธิ แผ่อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร
วันที่ 18 ธันวาคม 2563 ช่วงเช้า วิทยาการกล่าวเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรม และทบทวนเรื่องกายและจิตใจ รวมถึง อธิบายเรื่องศีล ที่เกี่ยวกับศีลการครองเรือน และศีลมิจฉาชีพ ที่สะท้อนกฎแห่งกรรมของมนุษย์ว่า สาเหตุของโรคภัยหรือชะตาชีวิตที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการที่เราทำผิดศีล นั่นเอง จากนั้น วิทยากรเข้าสู่ขบวนการหล่อหลอมจิตใจ โดยให้ผู้ต้องขังนั่งสมาธิ และให้ระลึกถึงครอบครัว บิดามารดา ให้นึกถึงชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งผู้ต้องขังได้รับความรู้สึกดังกล่าวและกลั่นออกมาเป็นน้ำตาด้วยความสำนึกและตื้นตันใจ ช่วงบ่ายให้ผู้ต้องขังฝึกปฏิบัติในท่าโยคะอาสนะต่างๆ ทบทวนท่าที่ได้ฝึกปฏิบัติกันมาตั้งแต่ครั้งที่ 1
**************************************