โครงการเปลี่ยนความคิดผู้ต้องขังรายบุคคลโดยหลักธรรม
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2561 และวันที่ 8 มกราคม 2561 พระ ดร.ศากยวงศ์วิสุทธิ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร พร้อมด้วย คุณพจมาลย์ เกียรติธร และเจ้าหน้าที่สำนักกิจการในพระดำริฯ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ดำเนินโครงการเปลี่ยนความคิดผู้ต้องขังรายบุคคลโดยหลักธรรม ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่ต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน โดยมีผู้ต้องขังชายเข้าร่วมโครงการ 19 คน และผู้ต้องขังหญิงที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 16 คน ณ เรือนจำกลางระยอง อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
สำหรับในช่วงเช้าเป็นกิจกรรมของฐานกำลังใจ กำลังร้องเพลงที่แต่งขึ้นเอง โดยคนหนึ่งเล่นกีตาร์ อีกคนเป่าขลุ่ย และขับร้องเพลงเมืองนิรมิตแห่งจิตตนคร จากนั้น ผู้ต้องขังได้ขอให้พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ปรารภเรื่องฐานกำลังใจและให้โอวาทแก่ผู้ต้องขัง 150 คน ได้เล่าประวัติความเป็นมาของจิตตนคร นครหลวงของโลก และคุณค่าของความเป็นมนุษย์ การใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า และการใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์ ได้ปรารภเรื่องความสำคัญของเวลา และปีใหม่ และกระบวนการในการเรียนรู้จากฐานกำลังใจ ทุกคนตั้งใจฟังด้วยความสนใจและตอบสนองต่อคำถามที่ถามออกไปเป็นระยะๆ และก่อนที่จะลาจากกัน ผู้ต้องขังขอโอกาสร้องเพลงแสดงความขอบคุณเป็นเพลงที่ผู้ต้องขังแต่งเอง ใส่ดนตรีเอง และร้องเอง ชื่อเพลง “กว่าจะถึงฝั่งฝัน” มีเนื้อหาให้กำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไปได้ ทั้งนี้ กิจกรรมฐานกำลังใจนี้เกิดขึ้นจากผู้เข้าร่วมโครงการ 19 คน ที่ได้ไปถ่ายทอดความรู้ให้แก่เพื่อนๆ และขออนุญาตจากเรือนจำกลางระยองเพื่อให้มีกิจกรรมฐานกำลังใจในแดน 5 โดยจะมีการสลับกันเข้ามาร่วมคนละ 1 สัปดาห์ และหมุนเวียนไปเรื่อยๆ
และในวันที่ 8 มกราคม 2561 ในช่วงเช้า ณ แดนหญิง พระศากยวงศ์วิสุทธิ์พูดถึงการบ้านที่ให้ผู้ต้องขังหญิงไปทำและชมเชยถึงสิ่งที่ผู้ต้องขังหญิงได้เรียนรู้ ความคิดเริ่มตกตะกอน เริ่มมีเหตุผล และบรรยายธรรมถึงการใช้ชีวิตว่าความสุขอยู่ที่จิตใจใช่สิ่งที่อยู่ภายนอกช่วงบ่ายพระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ได้บรรยายธรรมเรื่องขันธ์ 5 ซึ่งประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญาสังขาร และวิญญาณ ได้ยกประเด็นเรื่องการวิเคราะห์ความเป็นคน ตามทฤษฎีขันธ์ 5 และในกระบวนการแก้ไขความเป็นคน จะแก้ตรงไหนก่อน ในขันธ์ 5 ทฤษฎีขันธ์ 5 ก็คือ ความเป็นมนุษย์เกิดจากรูปขันธ์ คือมีอายตนะทั้ง 5 ทำหน้าที่เป็นคีย์บอร์ดป้อนข้อมูลอยู่ตลอดเวลา โดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปบรรจุอยู่ที่สัญญาขันธ์ คือความจำ แต่เมื่อความจำมีหลายชุดถูกป้อนเข้าไป ทำให้เริ่มเกิดความซับซ้อน ทำให้เกิดสังขารขันธ์ คือศักยภาพในการปรุงแต่งขึ้นมา คือสามารถผสมผสานความจำได้หลายชุด ออกมาเป็นความจำใหม่ๆ และก่อให้เกิดเวทนาขันธ์ คือมีตัวตนที่ชอบ ไม่ชอบ ถูกผิด หนาวร้อน ขึ้นมา ทำให้มีอารมณ์ตอบรับสิ่งต่างๆ เมื่อขันธ์ทั้ง 4 ทำงานรวมกันในเรื่องเดียวกันเมื่อไหร่ ก็เกิดมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ขึ้น คือเป็นวิญญาณขันธ์ขึ้นมา เป็นคนขึ้นมา และเริ่มมีกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม เป็นความรู้และความรู้สึก ตามอำนาจของขันธ์ 5 โลกของคนก็เกิดขึ้น จากนั้นได้กำหนดโจทย์คำถามว่า หากเราประสงค์จะปรับปรุงตัวเรานั้นจะควรแก้ไขที่อะไรในขันธ์ 5 ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมต่างแสดงคำตอบเป็น 5 กลุ่ม และยกตัวอย่างประกอบ
และในช่วงบ่าย ณ แดนหญิง พระศากยวงศ์วิสุทธิ์บรรยายธรรมถึงความสำคัญของทาน ความหมายของทานที่แปลว่าให้ แต่ต้องมีปัญญาคุม ทุกข้อต้องมีปัญญามากำกับ ให้ผู้ต้องขังหญิงคิดกิจกรรมที่อยากทำในช่วงบ่ายนี้ ผู้ต้องขังหญิงเลยเสนอกิจกรรมตั้งคำถามถามพระศากยวงศ์วิสุทธิ์ เป็นคำถามเรื่องทั่วไปก็ได้ ผู้ต้องขังหญิงอยากรู้เกี่ยวกับกุมารีว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เป็นใคร ซึ่งกุมารีนั้นแปลว่าหญิงที่บริสุทธิ์ เป็นเทพเจ้าและต้องมีนามสกุลศากยะ เป็นคนที่เกิดมามีเลือดบริสุทธิ์ และผู้ต้องขังถามเรื่องการมองเห็นวิญญาณว่ามีจริงหรือไม่ ซึ่งพระอาจารย์อธิบายว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือการปรุงแต่ง เกิดจากความหมกมุ่นอาจเกิดจากความเครียดหรือการปลูกฝังเมื่อตอนเป็นเด็ก จากนั้นบรรยายความหมายของขันธ์ 5 ที่มี รูป คือ สังขาร เวทนา คือ ความรู้สึก สัญญา คือ ความจำ สังขาร คือ ระบบคิดปรุงแต่ง วิญญาณ คือ การรับรู้โดยผ่าน รูป รส กลิ่น เสียง กายสัมผัส และใจ กิจกรรมสุดท้ายให้ผู้ต้องขังหญิงอ่านความรู้สึกเกี่ยวกับโครงการและต้องการอะไรจากโครงการนี้ ซึ่งผู้ต้องขังได้บรรยายความรู้สึกของตนเองที่มีต่อโครงการนี้และขอบคุณพระ ดร. ศากยวงศ์วิสุทธิ์ ที่ให้คำสอนและความรู้ และขอบคุณโครงการกำลังใจและอยากให้โครงการนี้มีต่อไปเรื่อยๆ
*******************************************************