13 ส.ค. 2567
การประชุมเชิงปฏิบัติการประจำปี2567ผู้พิพากษาปัญญาประดิษฐ์ฯ
ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ได้เข้าไปมีบทบาทในเกือบทุกแง่มุมของชีวิตมนุษย์และสังคม ไม่เว้นแม้ในการบริหารงานกระบวนการยุติธรรม โดยผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมมักคล้อยตามเห็นดีงามไปตามคำกล่าวอ้างถึงประโยชน์ของการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีนี้มาใช้ และอาจหลงลืมการตั้งคำถามหรือข้อสงสัยถึงผลกระทบหรืออีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกระบวนการยุติธรรม (ทางอาญา) เกี่ยวข้องกับชีวิตเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้คน จากหนังสือ "เมื่อเครื่องจักรสามารถเป็นผู้พิพากษา คณะลูกขุน และเพชรฆาต: ความยุติธรรมในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (When Machines Can Be Judge, Jury, and Executioner : Justice in the Age of Artficial Intelligence) " ซึ่งเขียนโดย แคเธอรีน บี ฟอเรสต์ (Katherine B Forest) อดีตผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางประเทศสหรัฐอเมริกาเล่มนี้ ผู้เขียนแสดงถึงข้อโต้แย้งที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) และความยุติธรรม กล่าวคือ มนุษย์ได้ให้กำเนิดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) ที่คุกคามแง่มุมต่าง ๆ ของการปกครองตนเองของพวกเรา รวมถึงชีวิต เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของพวกเรา เว้นแต่พวกเราจะดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อยึดคืน การควบคุมระบบยุติธรรมของพวกเราและโดยการขยายอนาคตของพวกเรา การยอมรับการทำงานของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artitifial Intelligence, AI) อย่างสิ้นเชิง ทำนองเดียวกับการยอมรับแนวทางการพิพากษาคดี (Sentencing Guidelines) ในลักษณะของหุ่นยนต์แนวทาง (Guideline Robots) ผู้พิพากษาที่มีความเป็นมนุษย์คงไม่มีความจำเป็นสำหรับสังคมมนุษย์ที่มีความสลับซับซ้อน ทั้งในเชิงโครงสร้างและจริยธรรมอีกต่อไป ในขณะที่ผู้เขียนเชื่อว่าการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลนั้นเหนือสิ่งอื่นใด กล่าวคือ ความยุติธรรมเนื่องจากความเป็นธรรมเป็นกรอบการทำงานที่เหมาะสมสำหรับเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) ในระบบกฎหมายของอเมริกา ไม่ใช่เทคโนโลยีที่มีปรัชญาการทำงานอยู่บนฐานคิดของลัทธิอรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism) หากเพ่งพินิจคิดตามด้วยความระมัดระวังความตื่นตัวของสังคมไทยต่อปัญหาความยุติธรรมในภาพรวมอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่มิจำกัดเพียงความยุติธรรมทางอาญาในฐานะเครื่องมือแก้ไขหรือควบคุมสรรพปัญหาที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและชุมชนในฐานะเพื่อนร่วมโลกอย่างไม่ทำลายล้างซึ่งกันและกันจะเกิดขึ้นไม่ได้หากมิเป็นเพราะพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาญาณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่พระราชทานการเรียนรู้แก่สังคมไทยให้เท่าทันต่อวิกฤติดังกล่าว และความเป็นจริงอย่างรอบด้านอันเป็นไปได้ของ "หลักนิติธรรม (The Rule of Law)" ซึ่งสังคมไทยจำต้องเท่าทันต่อคำนี้จากหลายมิติ หาไม่แล้วอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทั้งส่วนบุคคลและภาพรวมในระดับประเทศที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในวาระการพัฒนาของสหประชาชาติภายหลังปี ค.ศ. 2015 (post 2015 Development Agenda) การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ถือเป็นนวัตกรรมทางความคิด ที่สืบสานแนวทางสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ที่มักจะทรงจุดประกายความคิดใหม่ในแวดวงกระบวนการ
ยุติธรรมไทยมาตลอด และจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้ไม่หลงลืมว่าผู้พิพากษาที่มีความเป็นมนุษย์ยังคงมีความจำเป็นสำหรับสังคมมนุษย์ที่มีความสลับชับซ้อน ทั้งในเชิงโครงสร้างและจริยธรรม โดยในช่วงแรกจะเป็นการนำเสนอเรื่อง “เมื่อเครื่องจักรสามารถเป็นผู้พิพากษา คณะลูกขุน และเพชฌฆาต: ความยุติธรรมในยุติธรรมปัญญาประดิษฐ์” นำเสนอโดย นางสาวรสดา วงศ์รัตนานนท์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจํากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และนางสาวเบญจวรรณ ตั้งสถาพรพันธ์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจํากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จากนั้นเป็นการเสวนา “เมื่อเครื่องจักรสามารถเป็นผู้พิพากษา คณะลูกขุน และเพชฌฆาต : ความยุติธรรมในยุคปัญญาประดิษฐ์” โดยมีวิทยากร ได้แก่ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
นายสมชาย อุดมศรีสำราญ ผู้พิพากษาศาลฎีกา และนายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล ผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งดำเนินการเสวนาโดย นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากศาลอุทธรณ์ ศาลอาญา ศาลแพ่ง ศาลยุติธรรม และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงยุติธรรม จำนวน 180 คน