กำลังใจร่วมจัดประชุมเปิดตัวรายงานคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด ฉบับ 6
โครงการกำลังใจในพระดำริฯ ศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ IDPC สสส. และป.ป.ส. จัดประชุมเพื่อเปิดตัวรายงานประจำปีของคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด (Global Commission on Drug Policy) ฉบับที่ 6 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 เวลา 10.30 น. พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม) และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดการประชุมเพื่อเปิดตัวรายงานประจำปีของคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด ฉบับที่ 6 ประจำปีค.ศ. 2016 (The Conference on Global Commission on Drug Policy 6th Annual Report) นำโดย Madame Ruth Dreifuss (รูธ ดรายฟัส) อดีตรัฐมนตรีกิจการสังคม (Former Minister of Social Affairs) อดีตประธานาธิบดีของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด ในการนี้ มีผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข สื่อมวลชน เข้าร่วมการประชุม ประมาณ 150 ท่าน ณ ห้องวิภาวดี บอลรูม เอ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
จากกรณีที่ประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนโยบายยาเสพติดในด้านการลดทอนความเป็นอาชญากรรม และใช้มาตรการทางสาธารณสุขมาปฏิบัติกับผู้เสพ คณะกรรมาธิการฯ นำโดย Madame รูธ ดรายฟัส (Ruth Dreifuss) อดีตประธานาธิบดีของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และรัฐมนตรีกิจการภายในประเทศ (Former President of Switzerland and Minister of Home Affairs) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด (Chair of the Global Commission on Drug Policy) จึงเล็งเห็นถึงการให้ความร่วมมือและความตั้งใจทำงานของประเทศไทย คัดเลือกให้ได้รับโอกาสรับฟังการรายงานประจำปีของคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด Global Commission on Drug Policy ฉบับที่ 6 และรับฟังการนำเสนอในหัวข้อ “สถานการณ์การลดทอนความเป็นอาชญากร จากประสบการณ์แนวปฏิบัติจากทั่วโลกและจากสวิสเซอร์แลนด์” รวมทั้งได้รับโอกาสจากวิทยากรผู้เกี่ยวข้องในประเทศไทย อาทิ นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข นายนิยม เติมศรีสุข รองเลขาธิการ ป.ป.ส. นพ.ดร.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และนายวีระพันธ์ งามมี มูลนิธิโอโซน สำหรับการร่วมวิพากษ์รายงานฉบับที่ 6 ในชื่อ “การขับเคลื่อนการปฏิรูปนโยบายยาเสพติด: แนวทางใหม่สู่การลดทอนความเป็นอาชญากรรมทางคดียาเสพติด (Advancing Drug Policy Reform: A New Approach To Decriminalization)” ซึ่งประกอบไปด้วย
บทที่ 1 เป็นเรื่อง ความล้มเหลวของกฎหมายห้ามสิ่งเสพติด (THE FAILURE OF PROHIBITION) ซึ่งกล่าวถึง
1. การใช้วิธีลงโทษในความผิดคดียาเสพติด: ความล้มเหลวในตัวของมันเอง (Punitive approaches to drugs: a failure by their own measure)
2. การบ่อนทำลายสิทธิความเป็นส่วนตัว (Undermining the right to privacy)
3. การบ่อนทำลายหลักนิติธรรม (Undermining the rule of law)
4. การละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้ระบบการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ (Human rights abuses committed under the international drug control regime)
5. กฎหมายยาเสพติดที่ใช้มาตรการลงโทษและวิกฤติทางการสาธารณสุข (Punitive drug laws and public health crises)
6. กฎหมายยาเสพติดที่ใช้มาตรการลงโทษและผลกระทบต่อความแออัดของเรือนจำ (Punitive drug laws and their impact on prison overcrowding)
7. กฎหมายยาเสพติดในฐานะเป็นเครื่องมือของการควบคุมทางสังคม (Drug laws as a tool of social control)
8. ความเสียหายของการมีประวัติอาชญากรรม (The harms of receiving a criminal record)
9. การยุติการกำหนดให้การมียาเสพติดไว้ในครอบครองและการเสพยาเสพติดเป็นอาชญากรรม (Ending the criminalization of drug possession and use)
บทที่ 2 เป็นเรื่อง ประโยชน์ของการลดทอนความเป็นอาชญากรรมทางคดียาเสพติดซึ่งมีการดำเนินการอย่างดี (THE BENEFITS OF WELL-IMPLEMENTEDDECRIMINALIZATION) ซึ่งกล่าวถึง
1. การลดทอนความเป็นอาชญากรรมทางคดียาเสพติด: ความไม่เข้าใจและการดำเนินการที่ไม่ดี(Decriminalization: poorly understood and poorly implemented)
2. การลดทอนความเป็นอาชญากรรมทางคดียาเสพติดกับการสาธารณสุขที่ดีขึ้น (Decriminalization and improved public health)
3. การลดทอนความเป็นอาชญากรรมทางคดียาเสพติดกับการประหยัดต้นทุนและผลลัพธ์ทางสังคมที่ดีขึ้น (Decriminalization and improved social outcomes and savings)
4. นอกเหนือจากต้นแบบที่มีอยู่: ทำไมการเสพยาเสพติดและการมียาเสพติดไว้ในครอบครองจึงไม่ควรถูกลงโทษ (Beyond existing models: why drug use and possession should not be penalized)
บทที่ 3 เรื่อง เหนือการครอบครอง: ทางเลือกแทนการลงโทษผู้เกี่ยวข้องในระดับล่างของการค้ายาเสพติด (BEYOND POSSESSION: ALTERNATIVES TO PUNISHMENT OF LOW-LEVEL ACTORS IN THE DRUG TRADE) ซึ่งกล่าวถึง
1. อุปทานทางสังคมและ ‘ผู้เสพ-ผู้ค้า’ (Social supply and ‘user-dealers’)
2. ผู้ขนยาเสพติด (Drug couriers)
3. ผู้เพาะปลูกและผลกระทบเชิงลบของการกวาดล้างอย่างเข้มงวด (Cultivators and the negative effects of forceful eradication)
บทที่ 4 เป็นเรื่อง การควบคุมตลาดยาเสพติด: ขั้นตอนต่อไปที่สมเหตุผล (REGULATING DRUG MARKETS: THE LOGICAL NEXT STEP)
บทที่ 5 เป็น ข้อเสนอแนะ (RECOMMENDATIONS) และ บทที่ 6 คำยืนยันจากประสบการณ์ (TESTIMONIES) อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเชิงวิพากษ์แล้วสาระสำคัญของรายงานปีที่ 6 ฉบับนี้คงมีจุดเน้นในบทที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่อง ประโยชน์ของการลดทอนความเป็นอาชญากรรมทางคดียาเสพติดซึ่งมีการดำเนินการอย่างดีและบทที่ 3 ที่เป็นเรื่องเหนือการครอบครอง: ทางเลือกแทนการลงโทษผู้เกี่ยวข้องในระดับล่างของการค้ายาเสพติด อันเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) เป็นเพียงหนึ่งในยุทธศาสตร์ควบคุมปัญหายาเสพติดสากลลำดับที่ 4 ดังที่กล่าวมาในตอนต้น ต่างไปจากรายงานของคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติดประจำปี 2557 เรื่อง “เข้าควบคุม: เส้นทางสู่นโยบายยาเสพติดที่มีประสิทธิผล (Taking control: Pathways to drug policies that work)” ที่เสนอแนวทางแก้ปัญหายาเสพติดค่อนข้างครอบคลุมในหลากหลายมิติยิ่งกว่า เหตุที่รายงานปีที่ 6 ฉบับนี้มุ่งเน้นในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอาจเป็นเพราะสถานการณ์ความเสียหายร้ายแรงในปัจจุบันจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและการลงโทษต่อผู้เข้ามาเกี่ยวข้องที่อาจพิจารณาได้เป็น 2 ด้าน คือ 1. ฝ่ายผู้เสพ โดยปัจจุบันนโยบายทางกฎหมายค่อย ๆ ผ่อนคลายลงโดยคำนึงถึงความเป็นจริงตามธรรมชาติของมนุษย์ที่มีต่อผู้ใช้ยาเสพติดในฐานะ “ผู้เสพ” หรือกรณีของ “ผู้ติด” ที่มีสภาพเป็น “ผู้ป่วย” ซึ่งต้องปฏิบัติด้วยการบำบัดรักษาทางการแพทย์ มิใช่ในฐานะของ “อาชญากร” ตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และ 2. ฝ่ายผู้ค้า ได้แก่ บุคคลต่างๆ ในกระบวนการค้ายาเสพติดหรือองค์กรอาชญากรรมที่แสวงประโยชน์ในเชิงทรัพย์สินจากฝ่าย ผู้เสพหรือผู้ติดซึ่งมีสภาวะอ่อนแอเป็นผู้ป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจยิ่งกว่าโดยสรุป ในรายงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปนโยบายยาเสพติด: แนวทางใหม่สู่การลดทอนความเป็นอาชญากรรมทางคดียาเสพติดนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้มีข้อเสนอแนะแก่ผู้วางแนวนโยบาย 5 ประการ ดังต่อไปนี้
1.รัฐต้องยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับทุกความผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
2.รัฐต้องยุติการลงโทษทั้งหมดทั้งทางแพ่งและทางอาญาสำหรับการมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อใช้เป็นการส่วนตัวและการเพาะปลูกยาเสพติดเพื่อบริโภคส่วนตัว ผู้คนทั่วโลกหลายล้านคนใช้ยาเสพติด และใช้โดยไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น การกำหนดให้ผู้ใช้ยาเสพติดมีความผิดทางอาญาเป็นวิธีการที่ไม่มีประสิทธิผลและเป็นอันตราย และบ่อนทำลายหลักของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักนิติธรรม
3. รัฐต้องดำเนินมาตรการทางเลือกแทนการลงโทษ เช่น การเบี่ยงเบนจากระบบงานยุติธรรมทางอาญาสำหรับผู้กระทำความผิดระดับล่างที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรงทั้งหมดในการค้ายาเสพติด เช่น ผู้มีส่วนร่วมในการจัดหายาเสพติดในทางสังคม ผู้ขนยาเสพติด ผู้เสพ-ผู้ค้า และผู้เพาะปลูกพืชผิดกฎหมาย รัฐต้องตระหนักว่าผู้คนจำนวนหนึ่งมีส่วนร่วมในการกระทำเหล่านี้เป็นเพราะความด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ และดำเนินมาตรการทางเลือกที่สนับสนุนมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศแทนการกำหนดให้เป็นอาชญากรรม
4. ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติต้องเพิกถอนการลงโทษสำหรับการมียาเสพติดไว้ในครอบครองดังข้อผูกมัดตามสนธิสัญญาภายใต้ระบบควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ
5. ในท้ายที่สุดรัฐต้องศึกษาแม่แบบการควบคุมยาเสพติดผิดกฎหมายทุกประเภทและยอมรับว่าสิ่งนี้จะเป็นขั้นตอนต่อไปที่สมเหตุผลในการปฏิรูปนโยบายยาเสพติดหลังจากการลดทอนความเป็นอาชญากรรมทางคดียาเสพติด
*******************************************************